แชร์

ส่งของจากญี่ปุ่นกลับไทย ต้องเตรียมอะไรบ้าง? เคลียร์ทุกข้อสงสัย!

อัพเดทล่าสุด: 22 พ.ค. 2026
76 ผู้เข้าชม
ส่งของจากญี่ปุ่นกลับไทย

ถ้าพูดถึงเรื่องส่งของกลับไทยจากญี่ปุ่นหลายคนมักจะนึกถึงภาพการแพ็กกล่อง ส่งพัสดุ แล้วรอของมาถึงไทย แต่ในความเป็นจริง กระบวนการนี้มีรายละเอียดมากกว่านั้น โดยเฉพาะถ้าของที่ส่งไม่ใช่แค่ของชิ้นเล็กๆ แต่เป็นของจำนวนมาก หรือเป็นสินค้าที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ

คำถามที่เจอบ่อยมากคือ

“ต้องเตรียมเอกสารอะไรไหม?”
“ของแบบนี้ต้องเสียภาษีหรือเปล่า?”
“ถ้าดิวตรงกับโรงงานญี่ปุ่น ต้องทำยังไง?”

บทความนี้จะพาไล่ตอบทุกข้อที่คาใจ สำหรับคนที่กำลังวางแผนส่งของกลับไทยจากญี่ปุ่นแบบค่อยเป็นค่อยไป ให้เข้าใจง่ายและไม่ซับซ้อนค่ะ

ก่อนอื่น ต้องรู้ก่อนว่าเรากำลัง “ส่งของแบบไหน”

การส่งของจากญี่ปุ่นกลับไทย แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ ซึ่งแต่ละแบบใช้การเตรียมตัวไม่เหมือนกัน

1. ของใช้ส่วนตัว / ของชิ้นเล็ก เช่น เสื้อผ้า หนังสือ ของสะสม ของฝาก ของย้ายบ้าน

กลุ่มนี้มักใช้การส่งแบบพัสดุทั่วไป เอกสารไม่ซับซ้อนมาก ขอแค่รู้ว่าเป็นของใช้ส่วนตัว ไม่ใช่เชิงพาณิชย์ การส่งของกลับไทยจากญี่ปุ่นนลักษณะนี้จึงค่อนข้างง่ายค่ะ

2. สินค้าเชิงธุรกิจ / สินค้าปริมาณมาก เช่น เสื้อผ้าเพื่อขาย เครื่องสำอาง ขนม วัตถุดิบ ร้านอาหาร หรือของที่ส่งระดับลังใหญ่–ตู้คอนเทนเนอร์

กลุ่มนี้จะเริ่มมีเรื่อง “การสำแดงสินค้า” และ “ภาษี/อากร” เข้ามาเกี่ยวข้องเข้ามา

ต้องเตรียมอะไรบ้าง ถ้าเป็นการสั่งจากเว็บญี่ปุ่น

ถ้าคุณสั่งของจากเว็บญี่ปุ่นทั่วไป สิ่งที่ต้องเตรียมจริงๆ มีไม่เยอะ

  • ลิงก์สินค้า (URL)
  • รายละเอียดสินค้า เช่น ชื่อ รุ่น ขนาด จำนวน
  • แจ้งวัตถุประสงค์คร่าว ๆ ว่าเป็นของใช้เองหรือเพื่อขาย

แค่นี้ ทีมงานของ SALMON EXPRESS ก็สามารถตรวจสอบต่อได้แล้ว ว่าสินค้าเข้าข่าย “สินค้าทั่วไป” หรือ “สินค้ากลุ่มพิเศษ” และต้องมีขั้นตอนเพิ่มเติมหรือไม่

แล้วถ้าเป็นการดิวตรงกับโรงงานญี่ปุ่นล่ะ?

กรณีนี้จะละเอียดขึ้นนิดหนึ่ง แต่ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิดค่ะ โดยเฉพาะสำหรับคนที่ต้องการส่งของกลับไทยจากญี่ปุ่นเพื่อทำธุรกิจ สิ่งที่ควรเตรียมเพิ่ม ได้แก่

  • รายละเอียดสินค้าอย่างชัดเจน (ใช้ทำอะไร ผลิตจากอะไร)
  • รูปสินค้า หรือสเปกสินค้า
  • ปริมาณที่นำเข้า
  • เอกสารจากโรงงาน (ถ้ามี)

เหตุผลที่ต้องละเอียด เพราะสินค้าบางประเภท เข้าข่ายกลุ่มพิเศษ เช่น เครื่องสำอาง อาหาร เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ วัตถุดิบ หรือสินค้าที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพ เลยทำให้ของในกลุ่มนี้อาจต้องมีการตรวจสอบเพิ่มเติม หรือใช้ข้อมูลไปประเมินกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อนนำเข้า

สินค้าทั่วไป vs สินค้ากลุ่มพิเศษ ต่างกันยังไง?

ก่อนจะส่งของกลับไทยจากญี่ปุ่นสิ่งสำคัญอย่างแรกที่ควรรู้ คือ สินค้าของเราอยู่ในกลุ่มไหนเพราะตรงนี้มีผลโดยตรงกับขั้นตอนนำเข้า เอกสาร และภาษีที่ต้องเตรียมค่ะ

สินค้าทั่วไป

เช่น เสื้อผ้า ของใช้ในบ้าน ของตกแต่ง ฟิกเกอร์ ของสะสม หรือของฝากต่างๆ สินค้ากลุ่มนี้ถือว่าเป็นของที่ “ไม่อ่อนไหว” ต่อกฎหมายหรือข้อกำหนดพิเศษ ส่วนใหญ่ศุลกากรจะพิจารณาจากแค่ 2 ข้อนี้เป็นหลัก 

  1. มูลค่าสินค้า
  2. ประเภทสินค้า

เพื่อนำไปคำนวณภาษีและดำเนินพิธีการนำเข้า ทำให้ขั้นตอนจึงค่อนข้างง่าย ไม่ต้องใช้เอกสารซับซ้อน เหมาะกับคนที่สั่งมาใช้เอง หรือขายในปริมาณไม่มาก

สินค้ากลุ่มพิเศษ

เช่น อาหาร เครื่องสำอาง วัตถุดิบร้านอาหาร อาหารเสริม เครื่องดื่ม หรือสินค้าที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพ สินค้ากลุ่มนี้จะถูกตรวจสอบมากกว่าสินค้าทั่วไป เพราะเกี่ยวข้องกับความปลอดภัยของผู้บริโภค และกฎหมายเฉพาะด้าน

มักต้องใช้ข้อมูลเพิ่มเติม เช่น

  1. ส่วนประกอบของสินค้า
  2. วิธีการผลิต
  3. เอกสารรับรองจากผู้ผลิต
  4. ใบอนุญาตจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง (ในบางกรณี)

เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถประเมินได้ว่าสินค้าสามารถนำเข้าได้หรือไม่ และต้องผ่านขั้นตอนใดบ้างก่อนถึงมือผู้รับ

ไม่ใช่ว่าสินค้ากลุ่มพิเศษ จะยุ่งยากเสมอไป แต่ถ้ารู้ตั้งแต่ต้นว่าสินค้าของเราอยู่กลุ่มไหน ก็จะสามารถเตรียมตัว เตรียมเอกสาร และวางแผนต้นทุนได้ง่ายขึ้นมาก 

อีกหนึ่งทางเลือกที่หลายคนอาจยังไม่รู้ คือ ในบางกรณีสามารถยื่น “แบบฟอร์มพิเศษ” เพื่อขอพิจารณาละเว้นหรือผ่อนผันบางขั้นตอนได้ โดยเฉพาะกรณีที่เป็นของใช้ส่วนตัว ไม่ได้นำเข้าเพื่อการค้า หรือมีปริมาณไม่มาก

แบบฟอร์มลักษณะนี้จะใช้สำหรับชี้แจงวัตถุประสงค์การนำเข้า แหล่งที่มาของสินค้า และการใช้งานจริง เพื่อให้เจ้าหน้าที่พิจารณาเป็นกรณีไป ซึ่งหากข้อมูลครบถ้วนและเข้าเงื่อนไข ก็อาจช่วยลดขั้นตอน ลดเอกสาร หรือประหยัดค่าใช้จ่ายบางส่วนได้

ทำไมหลายคนเลือกใช้บริการครบวงจร

จริง ๆ แล้ว เหตุผลค่อนข้างตรงไปตรงมามากค่ะ…เพราะไม่อยากพลาด บริการแบบครบวงจรจะช่วยดูแลตั้งแต่

  1. ตรวจสอบสินค้า
  2. ประเมินประเภทและขั้นตอน
  3. แนะนำเอกสารที่ต้องใช้
  4. จัดการขนส่ง
  5. ดูแลจนของถึงหน้าบ้าน

อย่าง SALMON EXPRESS จะทำหน้าที่เหมือนผู้ช่วยนำเข้า ช่วยแปล ช่วยประสานงาน และบอกคุณตรง ๆ ว่า “ของแบบนี้ต้องเตรียมอะไรเพิ่มไหม” แทนที่จะปล่อยให้คุณเดาเอง โดยเรามีให้เลือกทั้งขนส่งทางเครื่องบินและทางเรือ ตามความเหมาะสมของสินค้า

- ขนส่งทางเครื่องบิน เริ่มต้นประมาณ 690 บาท/กก. ใช้เวลา 5–7 วัน หลังวันปิดรอบ เหมาะกับของที่อยากได้ไว
- ขนส่งทางเรือ เริ่มต้นประมาณ 250 บาท/กก. ใช้เวลา 3–5 สัปดาห์ เหมาะกับการส่งของจำนวนมากหรือเน้นประหยัดต้นทุน

หากไม่แน่ใจว่าสินค้าควรส่งแบบไหน สามารถสอบถามเราได้ตลอด เพื่อให้การส่งของของคุณราบรื่นและสบายใจตั้งแต่ครั้งแรกค่ะ

ติดต่อส่งของกลับไทยจากญี่ปุ่นกับเราได้ที่ 
LINE : @salmon_express


บทความที่เกี่ยวข้อง
รวมช่องทางshipping
รวมวิธี shipping นําเข้าสินค้าจากญี่ปุ่น ทั้งส่งตรงจากเว็บญี่ปุ่น DHL/FedEx ทางเครื่องบิน ทางเรือ และบริการครบวงจรจาก SALMON EXPRESS พร้อมแนะนำว่าแต่ละแบบเหมาะกับใคร
27 เม.ย. 2026
Mercari Japan: ตลาดนัดออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่น  เจาะลึกทุกแง่มุมที่คุณควรรู้
หากคุณเป็นนักช้อปออนไลน์ หรือมีใจรักในสินค้าจากญี่ปุ่น คงจะเคยได้ยินชื่อ "Mercari" กันมาบ้างแล้ว แต่ Mercari Japan คืออะไรกันแน่? และทำไมถึงได้รับความนิยมอย่างมากในญี่ปุ่น? บทความนี้จะพาคุณไปทำความรู้จักกับ Mercari Japan ให้มากขึ้น พร้อมทั้งเจาะลึกทุกแง่มุมที่คุณควรรู้
11 ก.ย. 2024
การนำเข้าสินค้าจากญี่ปุ่นเข้าไทย: ฉบับเข้าใจง่าย (ฉบับเต็ม)
สินค้าจากญี่ปุ่นขึ้นชื่อเรื่องคุณภาพและความน่าเชื่อถือ ทำให้เป็นที่นิยมในหมู่คนไทย ไม่ว่าจะเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้า, เครื่องสำอาง, อาหาร, หรือแม้กระทั่งสินค้าแฟชั่น ใครที่อยากสั่งของจากญี่ปุ่นมาใช้เอง หรืออยากลองทำธุรกิจนำเข้าสินค้าจากญี่ปุ่นมาขาย วันนี้เรามีข้อมูลดีๆ มาฝากกัน
11 ก.ย. 2024
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้
Powered By MakeWebEasy Logo MakeWebEasy